RECENT FROM BLOG

6

คิดต้องทำ คันต้องเกา จุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่เริ่มต้นด้วยการลงมือทำ

คิดต้องทำ คันต้องเกา หรือชื่อฉบับแปลไทยว่า Stop Talking, Start Doing แปลเป็นฉบับภาษาไทยโดย คุณ ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท์ หลายท่านอาจจะงง ว่าหนังสือเล่มนี้ทำไมชื่อแปลกจัง ซึ่งก้เป้นเรื่อองธรรมดาของหนังสือแนวจิตวิทยาพัฒนาตัวเอง แต่หนังสือเล่มนี้นั้นมีดีมากกว่าชื่อ เพราะเนื้อหาข้างในนั้นจัดว่าเป็นงานเขียนชั้นยอดที่ เปรียบเสมือนเป็นพี่เลี่ยงสำหรับท่านที่กำลังมองหาจุดเริ่มต้น อนึ่งเมื่อเรารู้ว่าเราต้องการอะไรแล้ว ก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้เราได้ในสิ่งที่เราอยากได้ นั่นก็คือการลงมือทำ แต่สิ่งที่มักจะหยุดคนมากมายเอาไว้ไม่ให้ลงมือทำเพื่อสิ่งที่ตัวเขาเองต้องการก็คือ ข้ออ้างและความกลัวทั้งหลาย เช่น ฉันไม่มีเวลา, กลัวความล้มเหลวที่จะตามมา,  กลัวคนอื่นจะหัวเราะเยาะเย้ยถ้ารู้ว่าเราทำอะไร, ไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะลงทุน, คิดว่าตัวเองเรียนไม่สูงความรู้ไม่เพียงพอ ทั้งหมดนี้ต้องกำจัดออกไป เพราะมันฉุดเราเอาไว้ไม่ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ วิธีการกำจัดข้ออ้างและความกลัวของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ กดมันทิ้งลงชักโครกให้หมด(ทิ้งมันไป) เพราะความกลัวเหล่านี้มันเป็นข้ออ้างที่อาจจะฟังดูพอมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่พอที่จะหยุดเราเอาไว้ไม่ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ เลยต้องกำจัดทิ้งไปให้หมดอย่าให้เหลือเอาไว้ การเริ่มต้นคือก้าวแรกของทุกอย่างที่จะทำให้ไปถึงความสำเร็จ การรู้ว่าตัวเรามีจุดที่คันและลงมือเกามันต้องอาศัยทั้งเวลาและความทุ่มเท เพราะมนุษย์แทบทุกคนมีความรู้สึกที่อยากจะผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะการผลัดวันนี้จะเสนอความสุขระยะสั้นให้กับเรา แต่อย่าไปหลงกลมัน สิ่งที่ต้องทำคือความต้องการที่เป็นเป้าหมายความสุขในระยะยาวหาให้เจอและเริ่มต้นลงเมื่อทำ สรุปแล้วหนังสือเล่มนี้จะสื่อความหมายของการแกาให้ถูกที่คัน เพราะว่าแต่ละคนมีความปรารถนาไม่เหมือนกัน คันกันคนละจุด คนเราแตกต่างกันความต้องการก็ย่อมที่จะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่จะลงมือเกา ต้องสำรวจตัวเองให้เจอจุดที่ตัวเราคันจริงๆก่อน ไม่ใช่ไปเกาตามคนอื่น การหาจุดที่คันจริงๆให้เจอเป็นสำหรับบางคนเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะบางคนไม่รู้จริงๆ […]

Read More
5

กินกบตัวนั้นซะ อย่าเชื่อถ้าไม่ได้ลองอ่าน

สุดยอดหนังสือน่าอ่าน และยังเป็นหนังสือขายดีอีกเล่มหนึ่งของยอดนักเขียนอย่าง Brian Tracy “กินกบตัวนั้นซะ เป็นหนังสือแนวพัฒนาตนเองภาคปฏิบัติ คืออ่านแล้วสามารถที่จะทำตามที่หนังสือแนะนำได้ได้ นั่นคือจุดประสงค์ของผู้เขีนน ซึ่งต้องการสื่อให้ผู้อ่านเห็นถึง หัวใจหลัก ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้เท่าที่ได้อ่านดูแล้วก็คือหให้ยุดการผัดวันประกันพรุ่ง และการต้นพัฒนาตนเองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  กบ ในที่นี้ก็สื่อถึง งานที่มีความสำคัญและใหญ่โต “กินกบตัวนั้นซะ” เป็นประโยคที่สื่อความหมายว่า การทำงานที่มีความสำคัญก่อนแล้วค่อยไปทำงานอื่นๆทีหลัง สื่อให้เห็นถึงการจัดลำดับของความสำคัญก่อน และหลัง ผู้เขียนได้กล่าวถึง กฎทั้ง 21 ข้อของเค้านั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น การกินกบตัวที่มีความสำคัญที่สุดก่อน เพราะในแต่ละวันงานที่เราต้องทำนั้นมีมากมาย การจะทำงานให้ครบทุกงานจึงเป็นเรื่องที่อาจจะเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมุ่งเน้นไปที่งานที่สำคัญๆ ก่อน เมื่อระบุงานที่สำคัญๆออกมาแล้วก็จัดการ “กินกบตัวนั้นซะ”จึงเป็นคนที่เปรียบเปรยนั้น ความหมายของงานที่สำคัญก็คือ งานที่ก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาวจากการลงมือทำมัน ส่วนงานที่ไม่สำคัญคืองานที่แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรเลย จะทำหรือไม่ทำก็แทบจะไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร คนบางคนอาจจะดูยุ่งอยู่กับงานทั้งวันแต่ท้ายที่สุดชีวิตของคนนั้นก็ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย หนำซ้ำงานก็ไม่ได้คืบหน้าไปไหนด้วย ทั้งที่ใช้เวลา ทุ่มเททำงานไปทั้งวัน นั่นก็เป็นเพราะว่าเขามัวแต่หมกหมุ่นอยู่กับงานที่ไม่มีความสำคัญนั่นเอง หนังสือเล่มนี้ขอ แนะนำเลยว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะเป็นหนังสือที่สามารถใช้ต่อยอดความคิด และจัดการกับนิสัยเสียของตัวเอง เพื่อให้ผู้อ่านนั้นสามารถนำมาพัฒนตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Read More
4

กลยุทธ์จุดกระแส หนังสือที่จะจุดประกายความคิดของคุณ

The Tipping Point หรือชื่อไทยคือ  กลยุทธ์จุดกระแส สุดยอดหนังสือแนวจิตวิทยาเพื่อพัฒนาตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นอีกเล่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ เป็นผลงานของนักเขียนคนโปรดของผมและอีกหลายๆคนทั่วโลก เขาคนนั้นก็คือ Malcolm Gladwell  ที่ฝากผลงานไว้ในหนังสือหลากหลายเล่ม และด้วยเทคนิคการเขียนแบบที่ชอบนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ที่มักจะเป็นเรื่องที่ไปขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ ของคนส่วนใหญ่ในสังคม และสไตล์การเขียนที่สามารถนำเอาเรื่องที่น่าเบื่อ และไม่ค่อยมีใครอยากอ่านมาเขียนให้กลายเป็นหนังสือที่สนุกมากๆ ได้ ทำให้ผลงานแทบทุกเล่มของเขากลายเป็นหนังสือที่ขายดีถล่มทลาย ติดชาร์ตไปทั่วโลก หนังสือเล่มนี้นั้นจะมีการนำเสนอผ่านรูปแบบของการเล่าเรื่องต่างๆ เพื่อสร้าง เหตุการณ์ต่างๆ ให้เห็นจุดๆห นึ่งที่ทำให้ทุกอย่างมันพลิกผันไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราเรียกจุดๆ นี้ว่า จุดพลิกผัน (The Tipping Point) ซึ่งหลายๆ ครั้งที่จุดพลิกผันที่ดูยิ่งใหญ่เหล่านี้ต่างก็มีจุดเริ่มต้นขึ้นมาจากเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเราจะสร้างจุดพลิกผันขึ้นมาได้อย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องแบบไหนจะกลายเป็นจุดพลิกผัน เรื่องแบบไหนที่จะจุดติด เรื่องแบบไหนที่จุดไม่ติด เพื่อสร้างจุดพลิกผันแบบที่จุดติดขึ้นมานั้น จะต้องอาศัยการแพร่ระบาดเพื่อสร้างกระแสแบบปากต่อปากเข้ามาช่วย การที่จะทำให้เรื่องบางเรื่องแพร่ระบาดออกไปได้นั้น เพื่อให้สามารถสื่อถึงคนอ่านได้ง่ายที่สุดผู้เขียนได้ให้กฎเอาไว้ 3 ข้อ นั่นก็คือ 1.กฎส่วนน้อย 2.ปัจจัยแห่งการติดหนึบ และ3.พลังแห่งบริบท ในเล่มหนังสือเล่มนี้จะแทรกวิธีคิดให้กับผู้อ่านได้คิดตามเหตุการณ์ในเล่ม เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิต ซึ่งก็ต้องบอกไว้เลยว่า […]

Read More